เงินบาทจะไปทางไหน? จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง “ดอกเบี้ย-น้ำมัน-ตะวันออกกลาง”
เงินบาทเปิดที่ 32.93 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อย ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สูง และตลาดรอผล ECB-PPI ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาททดสอบ 33 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.91 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.85-32.95 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความร้อนแรงขึ้น
จนทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.85% ตามการประกาศแผนซื้อคืนบอนด์ของกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ที่แม้จะสูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าถึง 3 เท่า แต่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ยอดการซื้อคืนดังกล่าวยังคงน้อยเกินไป
อีกทั้งบอนด์ยีลด์ระยะยาวยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่ถูกชะลอลง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ตามเวลาประเทศไทย
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงขึ้น นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +2.2% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง -0.77% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด -0.48% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.64%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.85% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรู้สึกผิดหวังกับยอดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาล่าสุด กอปรกับ การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาพลังงานยังคงสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวผ่านความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อและโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งที่เราประเมินไว้ว่าอาจเกิดขึ้นได้ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทรงตัวแถวโซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-98.9 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ซึ่งช่วยหนุนราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ได้บ้าง ทว่าราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทำให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways แต่อาจมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน สร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ นอกจากนี้การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยบ้าง และมีโอกาสกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนอาจเลือกทยอยขายบอนด์ไทยออกมาบ้าง นอกเหนือจากความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติอาจขายหุ้นไทยเช่นกัน ในช่วงตลาดปิดรับความเสี่ยง
ทั้งนี้ อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ทั้งนี้ เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทยังขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าที่ชัดเจน ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่อาจติดแถวโซนแนวรับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ขอย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม ECB (รับรู้ราว 19.15 น.) และรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ (รับรู้ในช่วง 19.30 น.) ที่จะรับรู้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร โดยหาก ECB ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ว่าพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง อาจกดดันให้ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง หนุนเงินดอลลาร์ สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทได้เช่นกัน ซึ่งหากดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อจะยิ่งเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทได้ไม่ยาก ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทดสอบหรือเข้าใกล้โซนแนวต้านถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.15 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.90 บาท/ดอลลาร์ใกล้เคียงกับปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์ยังคงเทรดอยู่ในกรอบ โดยอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน จากการที่ตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามตัวแปรสำคัญยังคงต้องติดตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยต่อการปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารทั่วโลกรวมถึงธนาคารกลางสหรัฐได้เช่นกัน
ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง เงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งจากราคาน้ำมัน กับตลาดแรงงานที่แข็งแรงขึ้น ดังนั้นตัวเลขดัชนีผู้บริโภค หรือ US CPI ที่จะประกาศในวันศุกร์จะมีความสำคัญต่อความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้า(วันที่ 15 -16) เป็นอย่างมาก
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซืัอสุทธิหุ้นไทย 3,136 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิพันธบัตรไทย 2,640 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.80 - 33.10 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.80/ขาย 33.00
- EUR/THB 38.20 - 38.60 แนะนำ ซื้อที่ 38.20/ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2130 - 0.2170 แนะนำ ซื้อที่ 0.2130/ ขาย 0.2160
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB